ชีวประวัติ

 
เรือโยงที่สัญจรไปมาในแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อ๔๐-๕๐ปีก่อน
กำเนิดแม่พัชรากร  พุทธสีหกุล
๐๕.๔๗ น.    เช้ามืดของวันที่  ๒๗  กุมภาพันธ์  พุทธศักราช  ๒๕๐๗  ครอบครัวของคุณพ่อเลี่ยม  ที่เป็นคนเชื้อชาติมอญโดยกำเนิด    และคุณแม่ลำจวน  สองสามีภรรยาผู้มีสำเนาทะเบียนบ้านอยู่ที่ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี       ได้สมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนจากการถือกำเนิดของ ด.ญ.จิตรา  โพธิ์ม่วง   บุตรสาวคนสุดท้อง        จิตราเกิดมาท่ามกลางความฉงนของพี่ๆทุกคนจากการที่ผิวคล้ำกว่าพี่น้องทุกคนในท้องเดียวกัน  จนมีคำล้อจากญาติๆแม่ลำจวน ว่า ไปเก็บเด็กที่ไหนมาเลี้ยง จิตราเจริญเติบโตขึ้นมาในเรือโยงบรรทุกข้าวสารขนาดเล็กๆ เมื่อเทียบกับเรือของผู้อื่นจำนวนมากที่วิ่งขึ้นล่องอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาทั่วไป ด้วยความที่ตัวเล็กน่ารักน่าเอ็นดู และช่างพูดจึงเป็นที่รักของพี่ๆตลอดจนเครือญาติทุกคนถูกเรียกขนานนามให้ว่า หนูหริ่ง

 หนูหริ่ง  ด.ญ.จิตรา  โพธิ์ม่วง 

คุณพ่อเลี่ยม จะอบรมสั่งสอนให้เขียนอ่านแบบเรียนปฐม ก. กา ให้กับลูกๆ ให้พออ่านออก เขียนได้ก่อนเข้าเรียนทุกคน จะเว้นเสียก็แต่ด.ญ.จิตรา เพียงคนเดียวที่จะสอนจะเคี่ยวเข็ญอย่างไรก็ไม่เอา   พร้อมกับถูกย้อนถามจากลูกสาวคนเล็กคนนี้ตลอดว่า  ป๋าจบอะไรมาล่ะมาสอนฉันน่ะ  เลยเป็นคนเดียวที่ไม่ได้รับการสอนจากพ่อ  พ่อกับแม่จึงได้พาเข้ารับการศึกษาชั้นประถมที่โรงเรียนวัดลุ่ม หมู่ 4 ถนนบางกรวย-ไทรน้อย  ตำบลบางกรวย  อำเภอบางกรวย จังหวัด นนทบุรี อันเป็นโรงเรียนกินนอน ที่สะดวกแก่ลูกเรืออย่างครอบครัวโพธิ์ม่วง เพราะโรงเรียนมีอาณาบริเวณอยู่ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา ยามใดที่เรือขึ้นล่องผ่านก็จะได้แวะหาลูกได้ประกอบกับมีญาติพี่น้องใกล้ชิดกันเรียนกันหลายคน จะได้มีเพื่อนไม่เหงา แต่เหตุผลนี้ไม่สามารถดึงดูดจิตใจของด.ญ.จิตรา ให้อยู่กับโรงเรียนตลอดไปได้ ในขณะที่กำลังเรียนประถมปีที่ ๒ ไปได้ครึ่งเทอมช่วงพักปิดเทอมเรือล่องผ่านไปพอดี หลวงพี่(พระราชสิงโห) ขณะนั้นยังไม่ได้อุปสมบท ได้ขึ้นจากเรือไปดูน้องเห็นน้องนั่งซึมเศร้า ไม่เล่นสนุกสนานเหมือนกับเพื่อนๆเมื่อเห็นพี่ชายมาเยี่ยม ก็โผเข้ากอดร้องให้อย่างมากแล้วบอกว่าอยากกลับไปอยู่เรือหลวงพี่เห็นดังนั้นด้วยความสงสารน้องอย่างจับใจ จึงพาน้องเก็บข้าวของกลับลงมาอยู่เรือตลอดมา จึงทำให้การศึกษาของด.ญ.จิตรา หยุดอยู่แค่นั้น อยู่ช่วยพ่อกับแม่นับแต่นั้นมาในเรือลำน้อย เมื่อสมาชิกในเรือเพิ่มขึ้น พ่อกับแม่จึงตกลงใจกู้เงินเจ้าของโรงสีค้าข้าวซื้อเรือเพิ่มอีกหนึ่งลำ ใหญ่กว่าเดิมเล็กน้อยสามารถบรรจุกระสอบข้าวสารขนาด๑๐๐กก.ได้๓๘๐กระสอบเพื่อจะได้ค่าจ้างบรรทุกข้าวสารมากขึ้น ซึ่งสมัยนั้น โรงสีให้ค่าจ้างกระสอบละ ๔ บาท แต่ก็ไม่ได้ทำให้สภาพการเงินของครอบครัวดีขึ้นมากนัก จึงเป็นสาเหตุหนึ่งของการหันเหชีวิตของจิตรา


ได้ดำเนินชีวิตตามฝัน

ชีวิตแรกรุ่นของจิตราก็ยังอยู่ในเรือโยงเป็นส่วนใหญ่ ด้วยความที่เป็นเด็กหน้าตาคมคาย ผิวสีแทน จึงเป็นที่น่ารักใคร่ต่อทุกคนที่ได้สนทนาด้วยแต่ไม่ได้ทำความหวั่นไหวให้กับจิตราแม้แต่น้อย ชอบเก็บตัวไม่ชอบสุงสิงกับใคร ทุกเที่ยวขึ้นล่องของเรือเมื่อเสร็จกิจที่เป็นหน้าที่ของตนเองแล้วมักจะหลบตามกระสอบข้าวสาร หรือมุมเงียบๆส่วนตัว ฟังเพลง ฮัมเพลง ไปตลอดเพลงที่ชอบฟังและร้องตามได้ดีที่สุดคือเพลงของวงคาร์เพนเตอร์ สามารถจดจำและร้องตามได้ทุกเพลง ช่วงวัยที่จะได้ทำความฝันให้เป็นจริงก็มาถึงเมื่อโรงสีต่างๆมักจะเปลี่ยนจากการจ้างเรือลำเลียงข้าวสารไปเป็นการจ้างรถสิบล้อซึ่งสะดวกและรวดเร็วกว่า  พี่ๆก็แยกกันขึ้นไปทำงานตามโรงงาน เพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว ส่วนจิตราก็ขออาสาขึ้นไปทำงานอีกแรงด้วยความรู้ความสามารถอย่างเดียวที่เป็นเหมือนพรสวรรค์ในตัวเองคือการร้องเพลง ได้เข้าร้องเพลงในสวนอาหารแถว ๆถนนปูเจ้าสมิงพราย พระประแดงเป็นที่แรก โดยมีพี่สาวคนโตตามขึ้นไปอยู่เป็นเพื่อนน้องโดยตลอด ถือเป็นการได้ทำตามสิ่งที่ตนเองรักเป็นชีวิตจิตใจเป็นครั้งแรก และได้ร้องเพลงมาตลอดอีกหลายปี ได้เข้าร้องตามลอบบี้โรงแรมชั้นนำต่างๆในกรุงเทพฯ ได้ร้องร่วมวง กับวิสูต ตุงคะรัตน์  และดารานักร้อง ในสมัยนั้นอีกหลายท่าน แต่ต่างกับท่านเหล่านั้นตรงที่ ต้องหอบสมุดโน้ตเพลงเล่มใหญ่ กับพี่สาวสองคน ขึ้นรถเมล์ไปทำงาน รถเมล์สายชีวิตของจิตราคือสาย ๓๙ ที่ไกลที่สุดคือจากสายไหม สะพานใหม่ไปยังโรงแรมเอเชีย โรงแรมอินทรา ไม่เคยสักครั้งเดียวที่จะเสียเงินค่าแท็กซี่ อาศัยห้องน้ำในโรงแรมหรือห้างที่ใกล้ๆที่ทำงานทาแป้งแต่งหน้าตา ก่อนเข้าที่ทำงาน ถึงแม้จะลำบากหนักหนาอย่างไร จิตรามีแต่รอยยิ้มให้พ่อกับแม่ทุกๆวัน พร้อมกับมอบเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้รับให้กับพ่อและแม่จนหมด


เป็นเสาหลักอันแข็งแกร่งให้ครอบครัว

จิตรา ใช้ชีวิตกับยามราตรี เป็นระยะเวลาอันยาวนาน ด้วยความรักความสนุกกับการได้ทำในสิ่งที่ตนเองรักแม้ว่าจะแลกด้วยความลำบากทางกายสักเท่าใดและที่สำคัญที่สุดคือได้เลี้ยงดูพ่อกับแม่ และเป็นหลักให้ครอบครัวซื้อบ้านหลังแรกให้พ่อกับแม่ได้อยู่อาศัย โดยตัดสินใจขายเรือที่อยู่กันมาอย่างยาวนานด้วยความอาลัยของทุกคน ได้ซื้อรถยนต์คันแรกด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง  ทุกๆวันใช้ชีวิตหลายๆชั่วโมงอยู่กับ กลิ่นเหล้า ควันบุหรี่ ถึงแม้จะเป็นอาชีพและสิ่งที่ตนเองรักแต่สภาพแวดล้อมเหล่านั้น ได้ทำลายสุขภาพของจิตรา ไปทีละน้อยๆ โดยตนเองไม่รู้ตัว  จนกระทั่งค่ำคืนวันหนึ่งขณะกำลังร้องเพลงหน้าเวที ได้กระแอมไอ ออกมาเป็นเลือดสดๆด้วยความตกใจสิ่งแรกที่คิดขึ้นมาในหัวขณะนั้นคือถ้าเจ็บป่วยเจ้าของร้านรู้ต้องให้หยุดงาน จึงได้ทำการปกปิดไม่ให้เจ้าของร้านรู้ ปรากฏว่า จิตราเป็นวัณโรคต้องแอบรักษาตัวจนหายขาดซึ่งใช้เวลานานหลายปี ด้วยความแข็งแกร่งของจิตใจที่เป็นห่วงครอบครัวอันเป็นที่เคารพเทิดทูนอย่างสุดหัวใจ จึงยังคงต้องร้องเพลงต่อไปทั้งเจ็บป่วยนับเป็นช่วงเวลาที่ทุกข์ทางกายสังขารมากที่สุดช่วงหนึ่ง
ในระหว่างทำงานอยู่นั้นได้พบรักกับครั้งแรกกับเจ้าของธุรกิจร้านนอต แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ซึ่งคบกันได้สักสองปี ได้มาสู่ขอ กับพ่อและแม่  หลวงพี่(พระราชสิงโห)ขณะนั้นอุปสมบทแล้วได้เตือนใจน้องสาวคนเล็กว่าจะแต่งกับเขาแน่แล้วหรือ วันหนึ่งจะต้องเสียใจกับคนๆนี้  แต่เมื่อน้องมั่นใจในความรักของตนเอง หลวงพี่จึงยอมให้น้องแต่งงานด้วย แล้วได้บุตรชายสืบสายเลือดหนึ่งคน  แต่งงานได้สองปีก็มีเหตุให้เกิดเป็นดังคำของหลวงพี่เตือนไว้  จิตราต้องหอบลูกชายกลับมาอยู่กับพ่อและแม่เหมือนเดิม


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น