กำเนิดแม่พัชรากร พุทธสีหกุล
๐๕.๔๗
น. เช้ามืดของวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์
พุทธศักราช ๒๕๐๗ ครอบครัวของคุณพ่อเลี่ยม ที่เป็นคนเชื้อชาติมอญโดยกำเนิด และคุณแม่ลำจวน สองสามีภรรยาผู้มีสำเนาทะเบียนบ้านอยู่ที่ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ได้สมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนจากการถือกำเนิดของ ด.ญ.จิตรา โพธิ์ม่วง บุตรสาวคนสุดท้อง
จิตราเกิดมาท่ามกลางความฉงนของพี่ๆทุกคนจากการที่ผิวคล้ำกว่าพี่น้องทุกคนในท้องเดียวกัน จนมีคำล้อจากญาติๆแม่ลำจวน ว่า
ไปเก็บเด็กที่ไหนมาเลี้ยง จิตราเจริญเติบโตขึ้นมาในเรือโยงบรรทุกข้าวสารขนาดเล็กๆ
เมื่อเทียบกับเรือของผู้อื่นจำนวนมากที่วิ่งขึ้นล่องอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาทั่วไป ด้วยความที่ตัวเล็กน่ารักน่าเอ็นดู
และช่างพูดจึงเป็นที่รักของพี่ๆตลอดจนเครือญาติทุกคนถูกเรียกขนานนามให้ว่า
หนูหริ่ง
หนูหริ่ง
ด.ญ.จิตรา โพธิ์ม่วง
คุณพ่อเลี่ยม
จะอบรมสั่งสอนให้เขียนอ่านแบบเรียนปฐม ก. กา ให้กับลูกๆ ให้พออ่านออก
เขียนได้ก่อนเข้าเรียนทุกคน จะเว้นเสียก็แต่ด.ญ.จิตรา เพียงคนเดียวที่จะสอนจะเคี่ยวเข็ญอย่างไรก็ไม่เอา
พร้อมกับถูกย้อนถามจากลูกสาวคนเล็กคนนี้ตลอดว่า ป๋าจบอะไรมาล่ะมาสอนฉันน่ะ เลยเป็นคนเดียวที่ไม่ได้รับการสอนจากพ่อ พ่อกับแม่จึงได้พาเข้ารับการศึกษาชั้นประถมที่โรงเรียนวัดลุ่ม
หมู่ 4 ถนนบางกรวย-ไทรน้อย ตำบลบางกรวย
อำเภอบางกรวย จังหวัด นนทบุรี อันเป็นโรงเรียนกินนอน ที่สะดวกแก่ลูกเรืออย่างครอบครัวโพธิ์ม่วง
เพราะโรงเรียนมีอาณาบริเวณอยู่ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา
ยามใดที่เรือขึ้นล่องผ่านก็จะได้แวะหาลูกได้ประกอบกับมีญาติพี่น้องใกล้ชิดกันเรียนกันหลายคน
จะได้มีเพื่อนไม่เหงา แต่เหตุผลนี้ไม่สามารถดึงดูดจิตใจของด.ญ.จิตรา ให้อยู่กับโรงเรียนตลอดไปได้
ในขณะที่กำลังเรียนประถมปีที่ ๒ ไปได้ครึ่งเทอมช่วงพักปิดเทอมเรือล่องผ่านไปพอดี
หลวงพี่(พระราชสิงโห) ขณะนั้นยังไม่ได้อุปสมบท
ได้ขึ้นจากเรือไปดูน้องเห็นน้องนั่งซึมเศร้า ไม่เล่นสนุกสนานเหมือนกับเพื่อนๆเมื่อเห็นพี่ชายมาเยี่ยม
ก็โผเข้ากอดร้องให้อย่างมากแล้วบอกว่าอยากกลับไปอยู่เรือหลวงพี่เห็นดังนั้นด้วยความสงสารน้องอย่างจับใจ
จึงพาน้องเก็บข้าวของกลับลงมาอยู่เรือตลอดมา จึงทำให้การศึกษาของด.ญ.จิตรา
หยุดอยู่แค่นั้น อยู่ช่วยพ่อกับแม่นับแต่นั้นมาในเรือลำน้อย เมื่อสมาชิกในเรือเพิ่มขึ้น
พ่อกับแม่จึงตกลงใจกู้เงินเจ้าของโรงสีค้าข้าวซื้อเรือเพิ่มอีกหนึ่งลำ
ใหญ่กว่าเดิมเล็กน้อยสามารถบรรจุกระสอบข้าวสารขนาด๑๐๐กก.ได้๓๘๐กระสอบเพื่อจะได้ค่าจ้างบรรทุกข้าวสารมากขึ้น
ซึ่งสมัยนั้น โรงสีให้ค่าจ้างกระสอบละ ๔ บาท
แต่ก็ไม่ได้ทำให้สภาพการเงินของครอบครัวดีขึ้นมากนัก
จึงเป็นสาเหตุหนึ่งของการหันเหชีวิตของจิตรา
ได้ดำเนินชีวิตตามฝัน
ชีวิตแรกรุ่นของจิตราก็ยังอยู่ในเรือโยงเป็นส่วนใหญ่
ด้วยความที่เป็นเด็กหน้าตาคมคาย ผิวสีแทน
จึงเป็นที่น่ารักใคร่ต่อทุกคนที่ได้สนทนาด้วยแต่ไม่ได้ทำความหวั่นไหวให้กับจิตราแม้แต่น้อย
ชอบเก็บตัวไม่ชอบสุงสิงกับใคร
ทุกเที่ยวขึ้นล่องของเรือเมื่อเสร็จกิจที่เป็นหน้าที่ของตนเองแล้วมักจะหลบตามกระสอบข้าวสาร
หรือมุมเงียบๆส่วนตัว ฟังเพลง ฮัมเพลง
ไปตลอดเพลงที่ชอบฟังและร้องตามได้ดีที่สุดคือเพลงของวงคาร์เพนเตอร์ สามารถจดจำและร้องตามได้ทุกเพลง
ช่วงวัยที่จะได้ทำความฝันให้เป็นจริงก็มาถึงเมื่อโรงสีต่างๆมักจะเปลี่ยนจากการจ้างเรือลำเลียงข้าวสารไปเป็นการจ้างรถสิบล้อซึ่งสะดวกและรวดเร็วกว่า พี่ๆก็แยกกันขึ้นไปทำงานตามโรงงาน
เพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว ส่วนจิตราก็ขออาสาขึ้นไปทำงานอีกแรงด้วยความรู้ความสามารถอย่างเดียวที่เป็นเหมือนพรสวรรค์ในตัวเองคือการร้องเพลง
ได้เข้าร้องเพลงในสวนอาหารแถว ๆถนนปูเจ้าสมิงพราย พระประแดงเป็นที่แรก โดยมีพี่สาวคนโตตามขึ้นไปอยู่เป็นเพื่อนน้องโดยตลอด
ถือเป็นการได้ทำตามสิ่งที่ตนเองรักเป็นชีวิตจิตใจเป็นครั้งแรก และได้ร้องเพลงมาตลอดอีกหลายปี
ได้เข้าร้องตามลอบบี้โรงแรมชั้นนำต่างๆในกรุงเทพฯ ได้ร้องร่วมวง กับวิสูต
ตุงคะรัตน์ และดารานักร้อง
ในสมัยนั้นอีกหลายท่าน แต่ต่างกับท่านเหล่านั้นตรงที่ ต้องหอบสมุดโน้ตเพลงเล่มใหญ่
กับพี่สาวสองคน ขึ้นรถเมล์ไปทำงาน รถเมล์สายชีวิตของจิตราคือสาย ๓๙ ที่ไกลที่สุดคือจากสายไหม
สะพานใหม่ไปยังโรงแรมเอเชีย โรงแรมอินทรา ไม่เคยสักครั้งเดียวที่จะเสียเงินค่าแท็กซี่
อาศัยห้องน้ำในโรงแรมหรือห้างที่ใกล้ๆที่ทำงานทาแป้งแต่งหน้าตา ก่อนเข้าที่ทำงาน
ถึงแม้จะลำบากหนักหนาอย่างไร จิตรามีแต่รอยยิ้มให้พ่อกับแม่ทุกๆวัน
พร้อมกับมอบเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้รับให้กับพ่อและแม่จนหมด
เป็นเสาหลักอันแข็งแกร่งให้ครอบครัว
จิตรา ใช้ชีวิตกับยามราตรี เป็นระยะเวลาอันยาวนาน
ด้วยความรักความสนุกกับการได้ทำในสิ่งที่ตนเองรักแม้ว่าจะแลกด้วยความลำบากทางกายสักเท่าใดและที่สำคัญที่สุดคือได้เลี้ยงดูพ่อกับแม่
และเป็นหลักให้ครอบครัวซื้อบ้านหลังแรกให้พ่อกับแม่ได้อยู่อาศัย โดยตัดสินใจขายเรือที่อยู่กันมาอย่างยาวนานด้วยความอาลัยของทุกคน
ได้ซื้อรถยนต์คันแรกด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง
ทุกๆวันใช้ชีวิตหลายๆชั่วโมงอยู่กับ กลิ่นเหล้า ควันบุหรี่
ถึงแม้จะเป็นอาชีพและสิ่งที่ตนเองรักแต่สภาพแวดล้อมเหล่านั้น
ได้ทำลายสุขภาพของจิตรา ไปทีละน้อยๆ โดยตนเองไม่รู้ตัว จนกระทั่งค่ำคืนวันหนึ่งขณะกำลังร้องเพลงหน้าเวที
ได้กระแอมไอ ออกมาเป็นเลือดสดๆด้วยความตกใจสิ่งแรกที่คิดขึ้นมาในหัวขณะนั้นคือถ้าเจ็บป่วยเจ้าของร้านรู้ต้องให้หยุดงาน
จึงได้ทำการปกปิดไม่ให้เจ้าของร้านรู้ ปรากฏว่า
จิตราเป็นวัณโรคต้องแอบรักษาตัวจนหายขาดซึ่งใช้เวลานานหลายปี ด้วยความแข็งแกร่งของจิตใจที่เป็นห่วงครอบครัวอันเป็นที่เคารพเทิดทูนอย่างสุดหัวใจ
จึงยังคงต้องร้องเพลงต่อไปทั้งเจ็บป่วยนับเป็นช่วงเวลาที่ทุกข์ทางกายสังขารมากที่สุดช่วงหนึ่ง
ในระหว่างทำงานอยู่นั้นได้พบรักกับครั้งแรกกับเจ้าของธุรกิจร้านนอต
แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ซึ่งคบกันได้สักสองปี ได้มาสู่ขอ กับพ่อและแม่
หลวงพี่(พระราชสิงโห)ขณะนั้นอุปสมบทแล้วได้เตือนใจน้องสาวคนเล็กว่าจะแต่งกับเขาแน่แล้วหรือ
วันหนึ่งจะต้องเสียใจกับคนๆนี้
แต่เมื่อน้องมั่นใจในความรักของตนเอง หลวงพี่จึงยอมให้น้องแต่งงานด้วย
แล้วได้บุตรชายสืบสายเลือดหนึ่งคน
แต่งงานได้สองปีก็มีเหตุให้เกิดเป็นดังคำของหลวงพี่เตือนไว้
จิตราต้องหอบลูกชายกลับมาอยู่กับพ่อและแม่เหมือนเดิม


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น